กลับมาเช็คอาการพร้อมกับข้อสังเกตบางประการเพื่่อเดาว่าทองจะไป 1650 - 1670 หรือจะลงมา 1520 - 1550 ตบท้ายด้วยเรื่องของวินัย
ทิศทางราคาทองย่อตัวลงจากจุดสูงสุดบริเวณ 1617 ลงมาต่ำสุดบริเวณ 1590 โดยภาพที่นำมาให้ดูครั้งนี้อัพเดทถึงเย็นวันพุธที่ 27 เท่านั้นอาจแตกต่างกันเล็กน้อยกับปัจจุบัน
เริ่มต้นกับระดับอินดิเคเตอร์ของทองก่อนเลยครับ
Stochastic กับ RSI ตัดลง น่าจะเป็นเหตุให้ทองย่อตัวลงมาหน่อย ประเด็นหลักอยู่ที่ RSI ระดับแนวต้านก่อนหน้าอยู่บริเวณ 60 การชนแนวนี้แล้วทองย่อก็ไม่แปลกอะไร คราวนี้ขอยาวนิดนึง เพื่อให้สอดคล้องกับทรงกราฟที่เป็นเนื้อหาช่วงท้าย การที่ RSI ชนแนว 60 แล้วย่อไม่แปลก นี่เป็นการขึ้นทดสอบครั้งแรกหลังจากพุ่งขึ้นจากระดับ 20 แต่การฟอร์มตัวของRSI หลังจากนี้อาจจะมีความหมาย เป็นปกติที่แนวต้านหรือแนวรับซักแนวเมื่อถูกทดสอบบ่อยๆ ก็จะไม่สามารถเอาอยู่ได้ในอนาคต แปลว่าถ้าทองสามารถทรงตัวที่แนวแถวนี้ได้ RSI อาจค่อยๆ ฟอร์มตัวเบรกผ่าน 60 ไปได้ ขาเอสต้องระวังและเปลี่ยนแผนให้ทันเมื่อ RSI รายวันเบรกด่านนี้ขึ้นไปได้ ส่วนจะขึ้นด้วยปัจจัยอะไรเดี๋ยวฝรั่งเค้าจะหามาให้เองแหละครับ ผมไม่รู้เหมือนกัน
ต่อมาเป็น MACD จะเห็นว่า MACD คล้อยลง กำลังจะครอสเส้น 0 ลงซึ่่งนั้นจะเป็นสัญญาณบอกลง สิ่งที่รออยู่หลังจากตรงนี้คือการคล้อยขึ้น ถ้าทองจะกลับไป 1650 - 1670 การคล้อยลงต้องไม่ลึก เพื่อมาให้ลุ้นเบรกในช่วงข้างหน้า
สำหรับอีกแง่ที่จะเกิดคือ สัญญาณซื้อที่จะออกมาตอนที่ MACD OS ตัดขึ้น นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการขึ้นก็ได้ คงต้องตามดูตัวนี้เป็นสัญญาณตัวแรกที่จะบอกครับ
อันนี้เป็นเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งปัจจุบันเป็นแนวต้านหลักสำหรับเส้นค่าเฉลี่ย 100 กับ 200 วัน
พ้องกับแนวต้านที่เราดูๆ ไว้ด้วยครับที่ 1640 1657 การกลับตัวเป็นขาขึ้น เส้น 200 วันเป็นเส้นหลักที่ทองต้องมาตัดขึ้นไปให้ได้ครับ
เป็นรูปเทรนด์ หรือแนวโน้ม จุดบอกว่าทองตัดเป็นขาขึ้นได้อยู่บริเวณ 1640 - 1650 สำหรับสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าตรงจุดที่เป็นเครื่องหมาย ถูกนั้นเป็นจุดที่คาดเดาว่าจะเบรกหลุด 1570 ก็หลุดลงไป 1520 - 1550 ส่วนถ้าทรงตัวได้อาจไปเบรกขึ้นเอาตอนช่วง 1620 - 1630 ได้ครับยังไงก็ตามถ้ามาจ่อแนว Down Trend Line ก็มีลุ้นผ่านกันเมื่อไหร่เมื่อนั้น
เป็นเส้นแนวราคา ของการฟอร์มตัวในช่วงที่ผ่านมาซึ่งจะเป็นแนวต้านแนวรับให้เราครับ
ดังนี้ครับ 1560 1576 1584 1600 1609 1616 1625 1653
ส่วนจะเป็นแนวรับหรือแนวต้านขึ้นอยู่กับราคาตอนนั้นครับ แต่บอกได้ว่าทองจะมีปฏิกริยาที่แนวที่ให้มาแน่นอนครับ
ซึ่งแนวต้านหลักอยู่บริเวณ 1625 - 1635 และแนวหนุนหลักที่ 1575 - 1585
เป็นแนว Fibo ครับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทองเรายังไม่พ้นแนวรีบาวด์ ยังอยู่ในขั้นที่ต้องระวังหดไป 1520 - 1550 อยู่การจะไปพ้นจากระยะนี้ต้องผ่าน 1640 รู้สึกจะมีแนวมาต้านเยอะเหมือนกันนะครับ ตั้งแต่แนวราคา Fibo และเส้นค่าเฉลี่ย ในการอ่านระดับของ Fibonacci นั้นถ้าไม่พ้น แนว 1619 แล้วมาหลุด 1580 ซ้ำอีกจะบอกว่าเราน่าจะได้เห็น 1550 - 1560 หรือลึกกว่าซึ่งถ้าลงจริงๆ มีประเด็นตามมาไว้ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน
เป็นภาพของกราฟราย 4 ชม. ซึ่งอัพเดทแค่ตอนเย็นเท่านั้นหลังจากนั้นมันดีดขึ้นมาแล้วครับ ราคาทองลงมาย้ำฐานบริเวณ 1585 - 1590 ที่เป็นแนวฟอร์มตัวในช่วงก่อนแล้วเด้งมาถึง 1608 ได้ถือว่าฟอร์มดีมีลุ้นเบรก 1617 อยู่เหมือนกันครับถ้ามาจ่อๆ ท่านที่เอสไว้ระวังไว้นิดนะครับ จะขึ้นทดสอบ 1640 ที่เป็นโซนแนวต้านหลักครับ ยืน 1605 - 1607 และมาจ่อ 1615 - 1617 จะขึ้นไป 1640 นะครับ
มาถึงเรื่องที่น่าสนใจ(สำหรับผม) การฟอร์มตัวของทองคล้ายกับช่วงก่อนที่จะทิ้งลงมา 1555 นี้ใช้ได้เลย อดหวั่นไม่ได้ว่าจะซ้ำรอย ซึ่งกฏเบื้องต้นของการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คือเรื่องการเกิดซ้ำรอยนี่แหละ
ทีนี้ถ้าเอาเกณฑ์นี้เป็นบรรทัดฐานก็จะลงไปถึง 1520 เพราะช่วงการฟอร์มตัวคือ 60 เหรียญ ผมเลยลองไปหาฟอร์มที่คล้ายๆ กันว่ามีไหมที่ฟอร์มลงแต่กลับเปลี่ยนเป็นฟอร์มขึ้น
ปรากฏว่าผมพบเรื่องที่น่าดีใจกับเรื่องที่ไม่น่าดีใจ ที่ไม่น่าดีใจคือก่อนหน้ารูปที่ผมยกมาให้คือปีที่แล้ว
ไม่มีเลยครับที่เจอการทิ้งลงรุนแรงอย่างปีที่แล้วกับปีนี้ แต่ที่น่าดีใจคือมันไม่จำเป็นครับที่ลูกคลื่นก่อนหน้าเบรกลงแล้วลูกคลื่นที่คล้ายกันต่อมาต้องลงด้วย
การฟอร์มตัวอาจคล้ายกันแต่แตกต่างกันได้ เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เรียกว่า Pattern Graph คือการมองลักษณะการฟอร์มตัวแล้วบอกว่าน่าจะขึ้นหรือลง คล้ายกับทรง Head&Shoulder
Pattern นั้นแบ่งออกเป็น Continue Pattern กับ Reversal Pattern เป็นการวิเคราะห์ที่ผมใช้ แต่ไม่เคยสอนใครมาก่อน
ทีนี้สำหรับการสังเกตว่าทองจะกลับไป 1650 - 1670 กับ ลงมา 1520 - 1550 คือการดูว่ามีลักษณะคล้ายกับรูปสุดท้ายนี้ไหม ถ้าการฟอร์มตัวตอน 1660 - 1690 มันเลือกจะลงก็แปลว่าตอนนั้นคือ Continue Pattern โจทย์ตอนนี้คือทรงจะเป็น Continue Pattern ถ้าใช่จะลงไป 1520 - 1550 แต่ถ้ากลับกันก็จะได้เห็น 1650 - 1670 ซึ่งเมื่อเราพิจารณาร่วมกับอินดิเคเตอร์แล้วจะช่วยให้เราจับทางได้เนิ่นๆ ครับ ส่วนเรื่องค่าเงินก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากครับ เวลาอ่อนคงไม่อ่อนเร็วนัก ส่วนแข็งเร็วๆ ปีนึงมีไม่กี่หนหรอก
โดยสรุปแล้ว ราคาทองอยู่ในช่วงคาดเดายากอาจแกว่งตัวตามกรอบแคบก่อนเลือกทาง ซึ่งในเบื้องต้นถ้า RSI รายวันหลุด 40 ลงมาก็คงลงลึกกันครับในช่วงสั้นถ้าทรงเหนือ 1605 - 1608 ได้มีลุ้นไปถึงแนวหลัก 1625 1635 แต่ถ้าไม่ได้ยังต้องฟอร์มตัวและจับสังเกตอาการต่อไป
มาถึงเรื่องสุดท้าย
ไม่ทราบว่ามีท่านใดกลับไปคิดหรือเปล่าว่าเกณฑ์ในการเทรดของท่านต้องทำอะไรบ้าง
ผมย้ำอีกทีว่ามันสำคัญ และสำคัญมากๆ ที่เมื่อเทรดไปแล้วต้องไม่ละเลยความตั้งใจแรกเริ่มนี้เพราะผมเชื่อว่ากฏแรกๆที่เราตั้งไว้ตอนเริ่มเทรดนั้น ค่อนข้างรัดกุมพอตัวอยู่แล้ว
ผมขอยกตัวอย่างกฏง่ายๆ
เป็นกฏที่รุ่นพี่ตอนผมอยู่ที่เก่าให้ไว้ ทุกวันนี้พี่แกดำรงตำแหน่ง ผ.อ.การลงทุนต่างประเทศอยู่ฟินันเซียไซรัส ต้องยอมรับว่าผมไม่เข้าใจนักในวันนั้นแต่ตอนนี้ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าจะดีทีเดียว
กฏ 12/8 กฏว่าด้วยการกำไรและขาดทุน เวลากำไร 12 ช่อง ขาดทุน 8 ช่อง หรือกล่าวคือ เวลากำไรขอสัก 12 ช่องหรือ 1200 บาทสำหรับมินิจีเอฟ แต่เวลาขาดทุนต้องไม่เกิน 8 ช่องหรือ 800 บาทสำหรับ มินิจีเอฟ
คำถามไม่ใช่ว่าทำไม คำถามคือ 800 บาทนี่คือะไร
ด้วยกฏนี้ถ้าท่านเทรดจีเอฟมินิ ถ้าเทรดถูกผิดอย่างละครั้ง จะเกือบเท่าทุนขาดทุนค่าคอมเล็กน้อยไม่กี่สิบบาท ส่วนความหมายของ 800 บาท ผมขอยกตัวอย่างในคืนวันพุธเป็นตัวอย่าง ถ้าเราเอสไปที่ 1594 แล้วทองดีด เราต้องคัตตอนที่ขาดทุนไป 8 ช่องส่วนจะคัตแล้ว มันจะลงมาให้เสียดายก็ต้องยอม เพราะเราไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่นี่เป็นกฏที่เราตั้งขึ้น คัตแล้วหาจังหวะกันใหม่ ไปพัฒนาการหาจุดเข้าให้ดีขึ้น
ผมพูดเสมอ ว่าการเทรดแบบเทรดดิ้งนั้น เป็นการเล่นกับตัวเลข ผมอาจจะชอบแบบ 60/40 กับ 40/20 แต่นี่เป็นตัวเลขที่ยากจะบอกว่ามันจะเกิดจริง มันอาจจะเป็น 0/60 ก็ได้ แต่ตัวเลขกำไรขาดทุนเราสามารถล็อกเป้าได้เอง
ผมถึงบอกว่านี่่เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งง่ายและมีประสิทธิภาพ ส่วนการจะนโยบายการเทรดให้ลึกขึ้นจำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์พอตัวครับ
ถ้าท่านใดมีคำถามในการตั้งนโยบายหรือกฏในการเทรดจีเอฟหรือฟิวเจอร์ตัวอื่นๆ ลองเมล์มาคุยๆ กันได้ครับ UBWEALTH@GMAIL.COM
ประตูสู่การลงทุนเพิ่มมูลค่าเงินออมให้มากขึ้น บนพื้นฐานความเข้าใจแบบมืออาชีพที่ให้ความรู้คู่การลงทุน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิวอี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิวอี แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556
Mainframe 5.3.56
กลับมาเช็คอาการในภาพหลักหลังจากหยุดไปนานและทองลงลึกซึ่งมารายละเอียดและเนื้อหาหลายๆ ด้านมานำเสนอ
มาถึงรูปแรกที่เป็นภาพของราคาทองในภาพใหญ่ย้อนไปถึงกลางปี 2011 ที่ทองดีดตัวทำจุดสูงสุดที่แนว 1900 - 1920 ซึ่งหลังจากนั้นทองก็ทรงตัวไซด์เวย์ในกรอบใหญ่ที่ 1520 - 1800 นอกจากนั้นยัง ณ ระดับราคาล่าสุดเราอยู่ในช่วงเทรนด์ขาลงโดยมีเส้นเทรนด์ขาลงครอบไว้ถึง 4 เส้น
การจะกลับไป 1900 เราจะต้องผ่าน 4 เส้นนี้ไปให้ได้เสียก่อน แต่ในเบื้องต้นเรากำลังลุ้นกับเส้นที่ 4 ที่กั้นเราไว้ที่ราคาราว 1590
เนื่องจากช่วงนี้ผมเข้าใจว่าคงจะมีคำถามเข้ามามากว่า "จะกลับไป 1800 1900 ต้องอีกนานแค่ไหน"
ก่อนที่จะตอบว่าอีกนานแค่ไหนผมอยากให้ดูเรื่องราวก่อนที่่จะลง 1555 รอบล่าสุดเสียก่อน
เรื่องราวมันเกิดตั้งแต่ทองลงมาจาก 1797 หลังจากรับข่าวว่าเฟดจะอัดฉีดเงินรอบใหม่หรือที่เรียกว่าคิวอี 3 ในช่วงเดือน กันยายนปี 2012 ราคาทองปรับตัวลงโดยถูกมองว่าปรับตัวพักฐานในเวลานั้นลงต่ำสุดที่ 1672 ทำให้รอบการลงในคราวนั้นเท่ากับ 1797 - 1672 = 125 เหรียญ ลงสุดแล้วสามารถรีบาวด์กลับมาถึงเส้นที่สามของฟิโบนาชี่ได้ซึ่งมองว่าแรงดี มีลุ้นพักตัวแล้วกลับไป 1770 - 1790 แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามคือลงมาลึกและลึกกว่าเดิม

โดยรอบขาลงรอบล่าสุดนี้ยังไม่อาจบอกได้แน่นอนนักเพราะไม่รู้ว่าลงสุดแล้วยังเพราะยังไม่มีรีบาวด์เต็มมาเลยแต่ในเบื้องต้นระยะการลงรอบล่าสุดยาวกว่ารอบก่อนหน้านิดหน่อยคือจาก 1690 มา 1555 เท่ากับระยะ 135 เหรียญซึ่งถือว่าใกล้เคียงกันไม่ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ
ถึงตรงนี้ถ้าเอาฐานการวิเคราะห์แบบของผมลองเติมคำในช่องว่างหน่อยดีไหมครับว่าทองจะกลับขึ้นได้ไหมถ้าจะกลับขึ้นต้องทำได้ดีกว่ารอบก่อนหน้าตรงไหนครับ
1..........................
2........................
3.......................
ตอบคือระดับการฟื้นตัวควรจะดีกว่าระดับก่อนหน้าหรือเส้นที่สองของฟิโบนาชี่ครับ ซึ่งระยะที่ว่านั้นอยู่ที่ 1625 - 1642 ซึ่งเป็นจุดโลว์เดิมของช่วงก่อนหน้าพอดี
ถ้าเอาระดับราคาที่ว่านี้มาเป็นเกณฑ์ท่านที่หวังให้ทองกลับไป 1700 1800 1900 คงต้องให้การฟื้นตัวดีกว่าหรือเท่ากับ 1640 เป็นอย่างน้อยครับเพราะถ้ายังฟอร์มตัวแบบเดิมๆ มาสูงสุดได้แค่ 1625 เราจะมีเป้าหมายการลงรอบใหม่อีก 120 - 130 เหรียญหรือราว 1490 - 1500 ครับ
เป็นภาพใหญ่ที่ผมจะบอกให้เข้าใจเนื่องจากมันฟอร์มตัวมาสามครั้งทำให้เกิดเป็นรูปแบบมาเปรียบเทียบให้เข้าใจ
หัวเรื่องต่อมาที่ผมต้องบอกไว้เผื่อให้เข้าใจเพิ่มเติมเนื่องจากคลาดเนวิเกเตอร์รอบล่าสุดได้มีการพูดถึงเอาไว้และคราวนี้ถือว่ามีเค้าลางพอควรเพราะเราทดสอบ 1800 มาสามครั้งแล้วไม่ผ่าน ต่อไปคงถึงทางเลือกแล้วแหละครับเพราะปกติก็ทดสอบสามครั้ง ผ่านไม่ผ่านก็หลังจากนี้แต่ที่แย่คือเราอยู่ใกล้แนวรับมากกว่าแนวต้านจึงให้กังวลว่าจะผ่านลงมากกว่าในเวลานี้
หมายถึงว่าเราฟอร์มตัวในกรอบ 1520 - 1800 มาระยะนึงอาจถึงเวลาที่จะไปจากกรอบนี้เพียงแต่ไปทางไหนขึ้นหรือลง ซึ่งถ้าลงมันจะหมายถึง "การสิ้นสุดรอบขาขึ้นของทองคำที่ยาวนานกว่า 6 ปี" โดยให้แนวสุดท้ายที่ 1480 ไว้ครับ
ผมเลยมีตัวอย่างของการจบรอบขาขึ้นมาให้ดูซึ่งเป็นหุ้นตัวหนึ่งซึ่งเคยเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มที่ดี คือปรับตัวขึ้นไปราว 4 เท่าตัวในรอบระยะเวลาเพียง 2 ปีและเมื่อหลุดแนวๆ นึงลงก็จบรอบขาขึ้นกลายเป็นรอบขาลง
มาดูระดับอินดิเคเตอร์ของรายสัปดาห์กันครับสองตัวแรก MACD กับ MACD Os
กับอันบนเป็น MACD Os ที่เริ่่มคล้อยขึ้น แต่กับ MACD ที่ระยะระหว่างเส้น MACD กับ Signal ยังห่างกันพอควรแปลความหมายได้ว่าในระดับภาพใหญ่ยังต้องควานหาจุดหยุดลงหรือจุดที่แรงขายเริ่มน้อยลงกันต่อครับ ในเบื้องต้นสัปดาห์นี้ควรไม่ต่ำกว่าเดิม
กับอีกสองอินดิเคเตอร์ RSI อยู่ที่ระดับ ราว 35 เป็นจุดที่งอขึ้นได้เพียงแต่ยังต้องตามดูว่าจะงอขึ้นได้เมื่อไหร่ และเมื่อกลับมาเบรกเทรนด์ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ส่วน Sto ก็ยังไม่ครอส
โดยรวมของกราฟรายสัปดาห์แล้วยังไม่ได้ให้สัญญาณซื้อออกมาเลยซักตัว ก็ดีที่มีแรงหนุนเข้ามาให้หยุดลงได้บ้างแต่ยังต้องระวังการเทขายลงไปอีกที่แนวรับต่างๆที่รออยู่ด้านล่าง
มาถึงแนวรับแนวต้านกันบ้าง
เรามีแนวต้านตามแนวต่างๆ ดังนี้
1605 1619 1635สำหรับระยะการรีบาวด์ในช่วงสั้นและมี แนวต้านหลักๆ ในการกลับไป 1800 ที่ 1647 1675 1703
และแนวรับที่เป็นแนวการฟอร์มตัวในช่วงก่อนขึ้นไป 1900 เมื่อปี 2011
1532 1512 1478 1462 1447
สำหรับแนวรับแนวต้านที่ให้ไว้ถือว่าแนวต้านที่ 1620 1635 จะเป็นแนวที่อาจได้ใช้ในช่วงเดือนมีนาคมนี้แต่ถ้าไกลกว่านั้นยังต้องดูจากอะไรอีกหลายอย่างครับและบางทีอาจเป็นแนวรับด้านล่างที่ได้ใช้ก่อนครับ
แนวรับด้านล่างที่อาจเกิดในเดือนมีนาคมถูกมองไว้บริเวณ 1555 1545 1532 1512
ลึกกว่านั้นคงเป็นช่วงระยะต่อไปครับ
มาดูในกราฟรายวันเสียหน่อยถึงแม้กราฟรายสัปดาห์จะยังไม่เห็นสัญญาณบวกแต่ถ้ารายวันฟื้นตัวได้ก็จะส่งผลไปถึงกราฟรายสัปดาห์ครับ
อินดี้ทั้ง 4 ตัว มีแนวโน้มอาจฟื้นตัวได้ในช่วงสัปดาห์หน้า ต่อให้ตัวเลขการจ้างงานที่ประกาศในสัปดาห์นี้ออกมาแล้วทำให้ทองไม่ดี แต่ถ้าแรงขายหมด หรือเหลือน้อยอาจส่งให้ทองฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ ได้ครับ
ที่ดูแล้วอาจให้เป็นห่วงบ้างคือค่าเงินบาท มันทรงตัวในกรอบซึ่งเป็นปกติวิสัยของมัน ถ้ามีปัจจัยทำให้เงินไหลเข้าไทยอีกระลอกอาจทำให้เงินบาทหลุดแนวหนุนเดิมลงไปที่ 29.5 หรือต่ำกว่าได้ครับ ยังไม่ลืมนะครับ ว่าแนวโน้มทั้งปีคือเงินบาทจะแข็งมาที่ระดับ 28 - 29 สมมติว่าทองเกิดสัญญาณ Bullish Divergence แล้วเรากลัวค่าเงินบาทจะแข็งมากๆ อย่างต้นปีแนะนำให้ Short ดอลล่าร์ฟิวเจอร์กันไว้ อย่างน้อยบางส่วน
มาถึงส่วนสุดท้ายคือการถือครองของ SPDR อาจทราบกันไปบ้างแล้วแต่เอามาแถมท้าย
การถือครองของกองทุนทองยักษ์ใหญ่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และลดลงหนักๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้เมื่อนับจากต้นปีลดลงราว 100 ตันเห็นจะได้ครับ (ช่างตรงกันข้ามกับเมื่อก่อนจริงๆ)
มาถึงรูปแรกที่เป็นภาพของราคาทองในภาพใหญ่ย้อนไปถึงกลางปี 2011 ที่ทองดีดตัวทำจุดสูงสุดที่แนว 1900 - 1920 ซึ่งหลังจากนั้นทองก็ทรงตัวไซด์เวย์ในกรอบใหญ่ที่ 1520 - 1800 นอกจากนั้นยัง ณ ระดับราคาล่าสุดเราอยู่ในช่วงเทรนด์ขาลงโดยมีเส้นเทรนด์ขาลงครอบไว้ถึง 4 เส้น
การจะกลับไป 1900 เราจะต้องผ่าน 4 เส้นนี้ไปให้ได้เสียก่อน แต่ในเบื้องต้นเรากำลังลุ้นกับเส้นที่ 4 ที่กั้นเราไว้ที่ราคาราว 1590
เนื่องจากช่วงนี้ผมเข้าใจว่าคงจะมีคำถามเข้ามามากว่า "จะกลับไป 1800 1900 ต้องอีกนานแค่ไหน"
ก่อนที่จะตอบว่าอีกนานแค่ไหนผมอยากให้ดูเรื่องราวก่อนที่่จะลง 1555 รอบล่าสุดเสียก่อน
เรื่องราวมันเกิดตั้งแต่ทองลงมาจาก 1797 หลังจากรับข่าวว่าเฟดจะอัดฉีดเงินรอบใหม่หรือที่เรียกว่าคิวอี 3 ในช่วงเดือน กันยายนปี 2012 ราคาทองปรับตัวลงโดยถูกมองว่าปรับตัวพักฐานในเวลานั้นลงต่ำสุดที่ 1672 ทำให้รอบการลงในคราวนั้นเท่ากับ 1797 - 1672 = 125 เหรียญ ลงสุดแล้วสามารถรีบาวด์กลับมาถึงเส้นที่สามของฟิโบนาชี่ได้ซึ่งมองว่าแรงดี มีลุ้นพักตัวแล้วกลับไป 1770 - 1790 แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามคือลงมาลึกและลึกกว่าเดิม

ทำให้รอบการปรับตัวลงรอบใหม่นั้นลงจาก 1755ลงมาลึกสุดราว 1625 1635 หรือราว 130 เหรียญ ซึ่งระยะการลงพอๆ กับระยะการลงของรอบก่อน แต่ที่ส่งสัญญาณไม่ดีนักคือการฟื้นตัวทำได้เพียงเส้นที่สองของฟิโบนาชี่ซึ่งถือว่าแรงน้อยลงจากรอบที่แล้ว โดยหลังจากพยายามอยู่แรมเดือนทำยอดสามยอดและเข้ากรอบสามเหลี่ยมเพื่อเลือกทางก็โดนเทขายลงมาทำขาลงรอบใหม่
ถึงตรงนี้ถ้าเอาฐานการวิเคราะห์แบบของผมลองเติมคำในช่องว่างหน่อยดีไหมครับว่าทองจะกลับขึ้นได้ไหมถ้าจะกลับขึ้นต้องทำได้ดีกว่ารอบก่อนหน้าตรงไหนครับ
1..........................
2........................
3.......................
ตอบคือระดับการฟื้นตัวควรจะดีกว่าระดับก่อนหน้าหรือเส้นที่สองของฟิโบนาชี่ครับ ซึ่งระยะที่ว่านั้นอยู่ที่ 1625 - 1642 ซึ่งเป็นจุดโลว์เดิมของช่วงก่อนหน้าพอดี
ถ้าเอาระดับราคาที่ว่านี้มาเป็นเกณฑ์ท่านที่หวังให้ทองกลับไป 1700 1800 1900 คงต้องให้การฟื้นตัวดีกว่าหรือเท่ากับ 1640 เป็นอย่างน้อยครับเพราะถ้ายังฟอร์มตัวแบบเดิมๆ มาสูงสุดได้แค่ 1625 เราจะมีเป้าหมายการลงรอบใหม่อีก 120 - 130 เหรียญหรือราว 1490 - 1500 ครับ
เป็นภาพใหญ่ที่ผมจะบอกให้เข้าใจเนื่องจากมันฟอร์มตัวมาสามครั้งทำให้เกิดเป็นรูปแบบมาเปรียบเทียบให้เข้าใจ
หัวเรื่องต่อมาที่ผมต้องบอกไว้เผื่อให้เข้าใจเพิ่มเติมเนื่องจากคลาดเนวิเกเตอร์รอบล่าสุดได้มีการพูดถึงเอาไว้และคราวนี้ถือว่ามีเค้าลางพอควรเพราะเราทดสอบ 1800 มาสามครั้งแล้วไม่ผ่าน ต่อไปคงถึงทางเลือกแล้วแหละครับเพราะปกติก็ทดสอบสามครั้ง ผ่านไม่ผ่านก็หลังจากนี้แต่ที่แย่คือเราอยู่ใกล้แนวรับมากกว่าแนวต้านจึงให้กังวลว่าจะผ่านลงมากกว่าในเวลานี้
หมายถึงว่าเราฟอร์มตัวในกรอบ 1520 - 1800 มาระยะนึงอาจถึงเวลาที่จะไปจากกรอบนี้เพียงแต่ไปทางไหนขึ้นหรือลง ซึ่งถ้าลงมันจะหมายถึง "การสิ้นสุดรอบขาขึ้นของทองคำที่ยาวนานกว่า 6 ปี" โดยให้แนวสุดท้ายที่ 1480 ไว้ครับ
ผมเลยมีตัวอย่างของการจบรอบขาขึ้นมาให้ดูซึ่งเป็นหุ้นตัวหนึ่งซึ่งเคยเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มที่ดี คือปรับตัวขึ้นไปราว 4 เท่าตัวในรอบระยะเวลาเพียง 2 ปีและเมื่อหลุดแนวๆ นึงลงก็จบรอบขาขึ้นกลายเป็นรอบขาลง
![]() |
| ทรงกราฟแนวโน้มขาลง |
![]() |
| ทรงกราฟของแนวโน้มขาขึ้น |
มาถึงช่วงดูอาการของทองในช่วงนี้กัน เป็นภาพของแท่งเทียนรายสัปดาห์สำหรับแท่งล่าสุดอัพเดทถึง บ่ายวันอังคารที่ 5 มีนาคม สิ่งที่ควรจะเกิดกับแท่งเทียนสัปดาห์นี้เพื่อส่งสัญญาณเป็นบวกควรจะเป็นแท่งเขียวที่ขึ้นได้อย่างน้อย 1590 และจะดีมาเมื่อปิดที่ระดับ 1620 โดยแท่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่สวยเท่าไหร่ยังทำให้เกรงว่าจะลงไปได้อีกในระดับ 1520
![]() |
| กราฟแท่งเทียนรายสัปดาห์ |
มาดูระดับอินดิเคเตอร์ของรายสัปดาห์กันครับสองตัวแรก MACD กับ MACD Os
กับอันบนเป็น MACD Os ที่เริ่่มคล้อยขึ้น แต่กับ MACD ที่ระยะระหว่างเส้น MACD กับ Signal ยังห่างกันพอควรแปลความหมายได้ว่าในระดับภาพใหญ่ยังต้องควานหาจุดหยุดลงหรือจุดที่แรงขายเริ่มน้อยลงกันต่อครับ ในเบื้องต้นสัปดาห์นี้ควรไม่ต่ำกว่าเดิม
กับอีกสองอินดิเคเตอร์ RSI อยู่ที่ระดับ ราว 35 เป็นจุดที่งอขึ้นได้เพียงแต่ยังต้องตามดูว่าจะงอขึ้นได้เมื่อไหร่ และเมื่อกลับมาเบรกเทรนด์ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ส่วน Sto ก็ยังไม่ครอส
โดยรวมของกราฟรายสัปดาห์แล้วยังไม่ได้ให้สัญญาณซื้อออกมาเลยซักตัว ก็ดีที่มีแรงหนุนเข้ามาให้หยุดลงได้บ้างแต่ยังต้องระวังการเทขายลงไปอีกที่แนวรับต่างๆที่รออยู่ด้านล่าง
![]() |
| อินดิเคเตอร์ของกราฟรายสัปดาห์ |
![]() |
| อินดิเคเตอร์ของกราฟรายสัปดาห์ |
มาถึงแนวรับแนวต้านกันบ้าง
เรามีแนวต้านตามแนวต่างๆ ดังนี้
1605 1619 1635สำหรับระยะการรีบาวด์ในช่วงสั้นและมี แนวต้านหลักๆ ในการกลับไป 1800 ที่ 1647 1675 1703
และแนวรับที่เป็นแนวการฟอร์มตัวในช่วงก่อนขึ้นไป 1900 เมื่อปี 2011
1532 1512 1478 1462 1447
สำหรับแนวรับแนวต้านที่ให้ไว้ถือว่าแนวต้านที่ 1620 1635 จะเป็นแนวที่อาจได้ใช้ในช่วงเดือนมีนาคมนี้แต่ถ้าไกลกว่านั้นยังต้องดูจากอะไรอีกหลายอย่างครับและบางทีอาจเป็นแนวรับด้านล่างที่ได้ใช้ก่อนครับ
แนวรับด้านล่างที่อาจเกิดในเดือนมีนาคมถูกมองไว้บริเวณ 1555 1545 1532 1512
ลึกกว่านั้นคงเป็นช่วงระยะต่อไปครับ
![]() |
| ระดับแนวรับ |
![]() |
| ระดับของแนวรับแนวต้าน |
มาดูในกราฟรายวันเสียหน่อยถึงแม้กราฟรายสัปดาห์จะยังไม่เห็นสัญญาณบวกแต่ถ้ารายวันฟื้นตัวได้ก็จะส่งผลไปถึงกราฟรายสัปดาห์ครับ
อินดี้ทั้ง 4 ตัว มีแนวโน้มอาจฟื้นตัวได้ในช่วงสัปดาห์หน้า ต่อให้ตัวเลขการจ้างงานที่ประกาศในสัปดาห์นี้ออกมาแล้วทำให้ทองไม่ดี แต่ถ้าแรงขายหมด หรือเหลือน้อยอาจส่งให้ทองฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ ได้ครับ
![]() |
| อินดิเคเตอร์ของกราฟรายวัน |
![]() |
| อินดิเคเตอร์ของกราฟรายวัน |
ที่ดูแล้วอาจให้เป็นห่วงบ้างคือค่าเงินบาท มันทรงตัวในกรอบซึ่งเป็นปกติวิสัยของมัน ถ้ามีปัจจัยทำให้เงินไหลเข้าไทยอีกระลอกอาจทำให้เงินบาทหลุดแนวหนุนเดิมลงไปที่ 29.5 หรือต่ำกว่าได้ครับ ยังไม่ลืมนะครับ ว่าแนวโน้มทั้งปีคือเงินบาทจะแข็งมาที่ระดับ 28 - 29 สมมติว่าทองเกิดสัญญาณ Bullish Divergence แล้วเรากลัวค่าเงินบาทจะแข็งมากๆ อย่างต้นปีแนะนำให้ Short ดอลล่าร์ฟิวเจอร์กันไว้ อย่างน้อยบางส่วน
![]() |
| ทรงกราฟค่าเงินบาท |
การถือครองของกองทุนทองยักษ์ใหญ่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และลดลงหนักๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้เมื่อนับจากต้นปีลดลงราว 100 ตันเห็นจะได้ครับ (ช่างตรงกันข้ามกับเมื่อก่อนจริงๆ)
![]() |
| ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุนSPDR |
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Mainframe 14.2.56
มาเช็คอาการในภาพหลักกันครับ หลังจากที่ราคาทองลงมาแหย่แนวรับ ลองดูว่าจะสร้างเป็นฐานได้เมื่อไหร่เพื่อกลับขึ้นไป เท่าที่เป็นมันกลับทางกันคือมันพยายามสร้างฐานเพื่อให้ลงต่อไปเรื่อยๆ ฟังดูแย่ครับ แต่ในเรื่องแย่ๆ อาจมีเรื่องดีๆ รออยู่ครับ มีขึ้นก็มีลง ขึ้นแรงก็ลงแรง มันเป็นเรื่องจริง
เป็นภาพของอินดิเคเตอร์สองตัวแรกก่อนครับ ด้านบนเป็น MACD Oscillator ซึ่งยังอยู่แดนลบจะให้สัญญาณซื้อเมื่อแท่งเหลืองตัดเส้นน้ำเงินขึ้นไปได้ครับ ซึ่งตอนนี้ยัง
อีกตัว MACD มีสัญญาณดีๆ อยู่บ้างแม้จะเทียบกับลูกใกล้เคียงแล้วจะลูกใหญ่กว่าแต่ถ้าเทียบกับลูกก่อนหน้าที่เป็นจุดต่ำบริเวณ 1625 1635 แล้วไม่ลึกนัก ทำให้มองว่าถ้ามีสัญญาณจาก MACD Os พอจะตามไปได้ครับ มีลุ้นฟื้นตัวได้ครับ
ลำดับต่อมาที่ Sto กับ RSI สำหรับ Sto ยังลงไม่สุด อยากให้ลงสุดครับ ลงสุดแล้วตัดขึ้นน่าจะเป็นสัญญาณซื้อที่น่าสนใจโดยเฉพาะเมื่อเกิดกับแนวรับที่ให้ไว้
สำหรับ RSI ตอนนี้อยู่บริเวณ 35 - 40 ซึ่งเป็นแนวนึงที่รับอยู่แล้วเด้งกลับไปได้หลายครั้งตั้งแต่ลงมาจาก 1797
โดยรวมแล้วระดับอินดิเคเตอร์นั้นทรงตัวอยู่ในระดับที่ดีกว่าครั้งที่ลงมา 1635 1625 ครั้งก่อนครับ ทำให้ช่วงนี้ผมระวังพอควร ระวังว่าจะดีดขึ้นนะครับ ถ้าเริ่มมีแรงและทรงดี คงตามขึ้นไปขายตรงแนวต้านครับ

เมื่อพูดถึง Currency War แล้ว ก็เลยเอาทิศทางค่าเงินสกุลหลักๆ มาให้ดูว่าที่ผ่านมาในช่วงไม่นานนี้เป็นกันอย่างไรบ้าง
เนื่องจากช่วงนี้เวลาอ่านบทวิเคราะห์ผมจะเก็บทิศทางค่าเงินสกุลเหล่านี้มาด้วยครับ ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษหรือ Great Britain ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง แบบเงียบๆ ไม่กระโตกกระตากเหมือนเงินเยนญี่ปุ่นที่ ธนาคารประเทศต่างพุ่งเป้าไปที่นโยบายที่ประกาศหลังรู้ผลเลือกตั้งนายกญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดทางอเมริกาก็ออกมาหนุนว่าเห็นด้วยและช่วยให้เงินเยนอ่อนเพื่อให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับฟื้นเสียทีหลังจากตบสลบเหมือด ซึมมากว่า 10 ปี ทางเบอร์นันเก้เองก็บอกไว้ว่าการที่ญี่ปุ่นซึมยาวนานทั้งที่นโยบายการเงินของญี่ปุ่นเองคือตรึงดอกเบี้ยไว้ต่ำมากๆ ยาวนาน ว่าไม่เต็มทีจนถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าในความคิดของเบอร์นันเก้เองนั้นมีความตั้งใจทำคิวอีและคงดอกเบี้ยของสหรัฐจนกว่าระดับการว่างงานจะลงมาต่ำกว่าระดับที่ต้องการหรือต่ำกว่า 6.5 % แต่ติดที่ข้อจำกัดที่มี
ส่วนทิศทางค่าเงินดอลล่าร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นมามาก
มาถึงเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ อาจทำให้หลายๆ ท่านที่คาใจ ว่ามีคิวอีแล้วทำไมทองลง
ในรูปเป็นกราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งผมตามดูมาซักระยะ เพื่อทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง ปกติแล้ว นโยบายการเงินที่ออกมาใช้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตลาดจริงๆ หมายถึง ถ้าเฟดประกาศจะซื้อพันธบัตรเพื่อกดให้ดอกเบี้ยต่ำลง เพื่อให้เกิดการกู้ยืมไปลงทุน ผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งถ้าอัตราผลตอบแทนลดลงก็แปลว่าตลาดตอบรับ แต่ถ้าในทางตรงกันข้ามแล้ว คือดอกเบี้ยบอนด์กลับสูงขึ้นก็คือตลาดตอบรับไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังจากต้นเดือนมกราคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรุ่นอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้าจำไม่ผิดคือเป็นช่วงที่มีประธานเฟดสาขาหนึ่งออกมาบอกถึงข้อจำกัดที่อาจทำให้ทำคิวอีไม่ได้นานอย่างที่มองไว้ หรือทำคิวอีได้สั้นกว่าที่คาด เงินน้อยลง ทองก็ลง ประมาณนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีจอร์จ โซรอสก็ออกมาสำทับว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ย Fed Fund Rate ขึ้นจากระดับต่ำสุด 0.25 % ภายในสิ้นปีนี้ซึ่งเร็วกว่าที่เบอร์นันเก้บอกไว้กว่าปีหรือบอกไว้ว่าจะปรับขึ้นราว 2015 เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขอบอกไว้ 2 ประเด็น 1. คือ ต้องไม่ลืมนะครับว่าคิวอีที่พิมพ์เงินเข้ามาในตลาดด้วยการซื้อบอนด์ มาตลอดสามสี่ปี จะมีวันที่เค้าขายบอนด์และเอาเงินกลับคืนหรือที่เรียกว่า Exit Strategy เป็นเรื่องที่รับรู้กันไว้แต่แรกทำคิวอี 1 แล้วนะครับ มีเข้าก็มีออก ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ยิ่งคืบเข้าใกล้วันนั้นไปทุกทีครับ 2. สิ่งที่เราต้องเข้าใจว่า เฟด ปรับดอกเบี้ยตามการเคลื่อนไหวของตลาดเงิน ไม่ใช่ตลาดเงินปรับตามที่ประกาศอย่างเดียว อย่างแรกคือปกติแล้ว เค้าจะ ส่งสัญญาณก่อนปรับจริง เพื่อให้ตลาดปรับตัวก่อนจะได้ไม่ผันผวนเกินไปในตลาดการลงทุน ซึ่งในหลายๆ ครั้ง Yield ในตลาดจะปรับตัวก่อนที่เฟดจะประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อตลาดปรับขึ้นมาในระดับนี้แล้วและถ้ายังขึ้นเรื่อยๆ ภายในปีนี้ก็ให้ระวังเฟดปรับประมาณการไว้ครับ แม้ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดจะยังยืนยันว่าจะคงไว้ต่อไปแม้จะเอาเงินออกจากระบบแล้วก็ตาม(Exit Strategy) เริ่มพูดเป็นนัยๆแฮะเสียว
ประเด็นหลักต่อมาผมได้คำตอบเรื่อง Yield มาจากหนังสือ Money&Wealth เล่มล่าสุดซึ่งเค้าพูดมากกว่านั้นเรื่องของปริมาณเงินในระบบของสหรัฐเอง เค้าบอกว่า M1 และ M2 อัตราการหมุนเวียนมันลดลงครับ
M1 และ M2 นี้เป็นเม็ดเงินที่ถูกแบ่งประเภทออกมาเพื่อให้สามารถออกนโยบายมาจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เงินไม่เฟ้อไป ไม่ฝืดไป ซึกปกติแล้ว เงินในระบบเริ่มแรกจะมีไม่มากแต่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วมันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า ผ่านระบบธนาคาร เช่นเงิน 100 บาท เราเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารไว้ ธนาคารก็จะนำเงินเรานั้นไปออกดอกผลเช่นให้กู้ยืมบ้างอะไรบ้างสมมติว่าให้กู้ไปทั้ง 100 บาทคนที่กู้เงินนั้นก็นำไปจ่ายค่าสินค้า ค่าแรงเมื่อคนที่ได้รับเงินนั้นก็นำไปฝากธนาคารอีกที หมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เงินในระบบจึงมีมากขึ้น แปลว่าถ้าเงินมีอัตราหมุนเวียนที่สูง เงินก็อาจจะเฟ้อขึ้นแต่ถ้ามีอัตราการหมุนเวียนที่ต่ำลงเงินจะเฟ้อน้อยลงหรือที่เราเรียกว่าเงินฝืด
ทองคำจะมีทิศทางเป็นบวกถ้าเงินเฟ้อและเฟ้อเพิ่มขึ้นในทางตรงกันข้ามถ้าเงินเฟ้อน้อยลงราคาทองก็ปรับลง
แปลว่าการออกคิวอีในรอบหลังๆ แม่้จะตั้งเป้าว่า Unlimite แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ประสิทธิภาพของคิวอีกลับลดลง ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้แต่แรก และนี่คือข้อจำกัดอีกอย่างของเฟดที่อาจทำให้ต้องล้มเลิกคิวอีกก่อนเวลาที่คาดไว้ ซึ่งส่วนตัวผมเดาเอาว่าเป็นเหตุผลมาจากสองประการ1. Fiscal ที่สุดท้ายก็ปรับขึ้นภาษีอยู่ดี และยังค้างมติไว้ในบางเรื่องมาตัดสินใจในภายหลัง 2. เพดานหนี้สหรัฐที่ตอนนี้ติดเพดานแล้วที่ระดับกว่า 16 ล้านล้านเหรียญ ภาครัฐมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นเม็ดเงินหลักทางหนึ่งที่จะหยุดชะงักไป
โดยสรุปแล้ว เหตุผลที่ทำไมทองลง ทั้งๆที่มีคิวอีที่่รออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเดือนละ 85,000 ล้านเหรียญ ไปอีกราว 10 - 12 เดือนหรือเกือบ 1 ล้านล้าน นั้นเกิดขึ้นพร้อมกับข้อจำกัดหลายทางซึ่งรวมไปถึงทางการเมืองด้วย และผลตอบรับจากตลาดไม่เป็นอย่างที่เคย เมื่อเข้าใจมากขึ้นแล้วจะได้ช่วยลดอคติลงได้บ้างครับ เช่นคิวอีทองขึ้น ตรุษจีนทองขึ้นอะไรประมาณนั้น
แต่ไม่ได้หมายถึงผมมองลงหนักๆ นะครับสำหรับช่วงต่อไปนี้ ผมให้เรื่องพวกนี้เป็นรอง ทิศทางราคาเป็นหลัก อาจนำปัจจัยพื้นฐานมากำหนดกรอบใหญ่ แต่ในช่วงการปรับตัวคงยังมองที่เทคนิคเป็นหลัก ซึ่งในช่วงนี้ผมเองตามสังเกตแรงซื้อตามจุดแนวรับต่างๆ ที่อาจเป็นจุดกลับตัวขึ้น หรือรีบาวด์ขึ้นซักชุดอยู่ครับ
สังเกตตามแนวนี้ครับ 1625 1630 1638 และเมื่อเด้งตัวได้ดี ค่อยมาหาจุดขายอีกทีครับ จะแค่ 1665 หรือ1695 ก็มาดูกัน สัปดาห์นี้มีของแถมครับ แต่ต้องยกยอดไปพรุ่งนี้เกี่ยวการคาดการณ์ Demand และ Supply ของทองคำในปีนี้ จากเว็บ CME Group ครับผม
เป็นภาพของแนวต้านหลักที่มี 1,667 1,692 1,705 1,735 1,754 ให้ไว้เผื่อใช้
เป็นภาพของแนวหนุนซึ่งช่วงนี้คงต้องมาตามดูแนวพวกนี้เพื่อสังเกตแรงซื้อที่เข้ามาหนุน นับตั้งแต่ทองหลุด 1700 ลงมาแล้วยังกลับไปไม่ได้ราคาทองยังไม่เจอแรงซื้อที่แนวรับดีพอจะทำให้กลับตัวเลย ยกเว้นที่แนว 1625 ที่เป็นจุดต่ำสุดเดิม ถ้าลงมาแตะแนว 1625 แล้วแรงดีเราคงคาดหวังว่ามันจะไม่หลุด 1650 ได้อีกซักระยะนึงครับ โดยรวมๆ แล้ว ราคาทองมีแนวรับที่ 1629 1608 1590 ซึ่งการลงมาแต่ละระดับจะเป็นเรื่องราวที่แตกต่างกันไปครับ ซึ่งยังต้องดูอีกทีว่าลงมายังไง เด้งแบบไหน ที่จุดไหน แล้วจะบอกได้ว่ากลับตัวหรือจะรีบาวด์กลับมาที่ตรงไหนได้บ้าง
เป็นภาพของอินดิเคเตอร์สองตัวแรกก่อนครับ ด้านบนเป็น MACD Oscillator ซึ่งยังอยู่แดนลบจะให้สัญญาณซื้อเมื่อแท่งเหลืองตัดเส้นน้ำเงินขึ้นไปได้ครับ ซึ่งตอนนี้ยัง
อีกตัว MACD มีสัญญาณดีๆ อยู่บ้างแม้จะเทียบกับลูกใกล้เคียงแล้วจะลูกใหญ่กว่าแต่ถ้าเทียบกับลูกก่อนหน้าที่เป็นจุดต่ำบริเวณ 1625 1635 แล้วไม่ลึกนัก ทำให้มองว่าถ้ามีสัญญาณจาก MACD Os พอจะตามไปได้ครับ มีลุ้นฟื้นตัวได้ครับ
ลำดับต่อมาที่ Sto กับ RSI สำหรับ Sto ยังลงไม่สุด อยากให้ลงสุดครับ ลงสุดแล้วตัดขึ้นน่าจะเป็นสัญญาณซื้อที่น่าสนใจโดยเฉพาะเมื่อเกิดกับแนวรับที่ให้ไว้
สำหรับ RSI ตอนนี้อยู่บริเวณ 35 - 40 ซึ่งเป็นแนวนึงที่รับอยู่แล้วเด้งกลับไปได้หลายครั้งตั้งแต่ลงมาจาก 1797
โดยรวมแล้วระดับอินดิเคเตอร์นั้นทรงตัวอยู่ในระดับที่ดีกว่าครั้งที่ลงมา 1635 1625 ครั้งก่อนครับ ทำให้ช่วงนี้ผมระวังพอควร ระวังว่าจะดีดขึ้นนะครับ ถ้าเริ่มมีแรงและทรงดี คงตามขึ้นไปขายตรงแนวต้านครับ

เป็นภาพของค่าเงินบาทซึ่งในช่วงนี้เริ่มทรงตัวไม่ส่งผลต่อราคามากๆ อย่าในช่วงต้นเดือนมกราคมกรอบเงินบาทคือ 29.7 29.73 29.8 29.83 29.87 29.9 โดยระยะยาวแล้ว เงินบาทไม่น่าเกินกว่า 30.5 - 30.7 และจะค่อยๆ แข็งค่าขึ้นในอนาคต ช่วงนี้คงทรงตัวหลังเริ่มไกล่เกลี่ยและพูดคุยมากขึ้นเกี่ยวกับ Currency War
เมื่อพูดถึง Currency War แล้ว ก็เลยเอาทิศทางค่าเงินสกุลหลักๆ มาให้ดูว่าที่ผ่านมาในช่วงไม่นานนี้เป็นกันอย่างไรบ้าง
เนื่องจากช่วงนี้เวลาอ่านบทวิเคราะห์ผมจะเก็บทิศทางค่าเงินสกุลเหล่านี้มาด้วยครับ ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษหรือ Great Britain ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง แบบเงียบๆ ไม่กระโตกกระตากเหมือนเงินเยนญี่ปุ่นที่ ธนาคารประเทศต่างพุ่งเป้าไปที่นโยบายที่ประกาศหลังรู้ผลเลือกตั้งนายกญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดทางอเมริกาก็ออกมาหนุนว่าเห็นด้วยและช่วยให้เงินเยนอ่อนเพื่อให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับฟื้นเสียทีหลังจากตบสลบเหมือด ซึมมากว่า 10 ปี ทางเบอร์นันเก้เองก็บอกไว้ว่าการที่ญี่ปุ่นซึมยาวนานทั้งที่นโยบายการเงินของญี่ปุ่นเองคือตรึงดอกเบี้ยไว้ต่ำมากๆ ยาวนาน ว่าไม่เต็มทีจนถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าในความคิดของเบอร์นันเก้เองนั้นมีความตั้งใจทำคิวอีและคงดอกเบี้ยของสหรัฐจนกว่าระดับการว่างงานจะลงมาต่ำกว่าระดับที่ต้องการหรือต่ำกว่า 6.5 % แต่ติดที่ข้อจำกัดที่มี
ส่วนทิศทางค่าเงินดอลล่าร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นมามาก
มาถึงเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ อาจทำให้หลายๆ ท่านที่คาใจ ว่ามีคิวอีแล้วทำไมทองลง
ในรูปเป็นกราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งผมตามดูมาซักระยะ เพื่อทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง ปกติแล้ว นโยบายการเงินที่ออกมาใช้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตลาดจริงๆ หมายถึง ถ้าเฟดประกาศจะซื้อพันธบัตรเพื่อกดให้ดอกเบี้ยต่ำลง เพื่อให้เกิดการกู้ยืมไปลงทุน ผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งถ้าอัตราผลตอบแทนลดลงก็แปลว่าตลาดตอบรับ แต่ถ้าในทางตรงกันข้ามแล้ว คือดอกเบี้ยบอนด์กลับสูงขึ้นก็คือตลาดตอบรับไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังจากต้นเดือนมกราคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรุ่นอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้าจำไม่ผิดคือเป็นช่วงที่มีประธานเฟดสาขาหนึ่งออกมาบอกถึงข้อจำกัดที่อาจทำให้ทำคิวอีไม่ได้นานอย่างที่มองไว้ หรือทำคิวอีได้สั้นกว่าที่คาด เงินน้อยลง ทองก็ลง ประมาณนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีจอร์จ โซรอสก็ออกมาสำทับว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ย Fed Fund Rate ขึ้นจากระดับต่ำสุด 0.25 % ภายในสิ้นปีนี้ซึ่งเร็วกว่าที่เบอร์นันเก้บอกไว้กว่าปีหรือบอกไว้ว่าจะปรับขึ้นราว 2015 เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขอบอกไว้ 2 ประเด็น 1. คือ ต้องไม่ลืมนะครับว่าคิวอีที่พิมพ์เงินเข้ามาในตลาดด้วยการซื้อบอนด์ มาตลอดสามสี่ปี จะมีวันที่เค้าขายบอนด์และเอาเงินกลับคืนหรือที่เรียกว่า Exit Strategy เป็นเรื่องที่รับรู้กันไว้แต่แรกทำคิวอี 1 แล้วนะครับ มีเข้าก็มีออก ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ยิ่งคืบเข้าใกล้วันนั้นไปทุกทีครับ 2. สิ่งที่เราต้องเข้าใจว่า เฟด ปรับดอกเบี้ยตามการเคลื่อนไหวของตลาดเงิน ไม่ใช่ตลาดเงินปรับตามที่ประกาศอย่างเดียว อย่างแรกคือปกติแล้ว เค้าจะ ส่งสัญญาณก่อนปรับจริง เพื่อให้ตลาดปรับตัวก่อนจะได้ไม่ผันผวนเกินไปในตลาดการลงทุน ซึ่งในหลายๆ ครั้ง Yield ในตลาดจะปรับตัวก่อนที่เฟดจะประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อตลาดปรับขึ้นมาในระดับนี้แล้วและถ้ายังขึ้นเรื่อยๆ ภายในปีนี้ก็ให้ระวังเฟดปรับประมาณการไว้ครับ แม้ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดจะยังยืนยันว่าจะคงไว้ต่อไปแม้จะเอาเงินออกจากระบบแล้วก็ตาม(Exit Strategy) เริ่มพูดเป็นนัยๆแฮะเสียว
ประเด็นหลักต่อมาผมได้คำตอบเรื่อง Yield มาจากหนังสือ Money&Wealth เล่มล่าสุดซึ่งเค้าพูดมากกว่านั้นเรื่องของปริมาณเงินในระบบของสหรัฐเอง เค้าบอกว่า M1 และ M2 อัตราการหมุนเวียนมันลดลงครับ
M1 และ M2 นี้เป็นเม็ดเงินที่ถูกแบ่งประเภทออกมาเพื่อให้สามารถออกนโยบายมาจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เงินไม่เฟ้อไป ไม่ฝืดไป ซึกปกติแล้ว เงินในระบบเริ่มแรกจะมีไม่มากแต่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วมันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า ผ่านระบบธนาคาร เช่นเงิน 100 บาท เราเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารไว้ ธนาคารก็จะนำเงินเรานั้นไปออกดอกผลเช่นให้กู้ยืมบ้างอะไรบ้างสมมติว่าให้กู้ไปทั้ง 100 บาทคนที่กู้เงินนั้นก็นำไปจ่ายค่าสินค้า ค่าแรงเมื่อคนที่ได้รับเงินนั้นก็นำไปฝากธนาคารอีกที หมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เงินในระบบจึงมีมากขึ้น แปลว่าถ้าเงินมีอัตราหมุนเวียนที่สูง เงินก็อาจจะเฟ้อขึ้นแต่ถ้ามีอัตราการหมุนเวียนที่ต่ำลงเงินจะเฟ้อน้อยลงหรือที่เราเรียกว่าเงินฝืด
ทองคำจะมีทิศทางเป็นบวกถ้าเงินเฟ้อและเฟ้อเพิ่มขึ้นในทางตรงกันข้ามถ้าเงินเฟ้อน้อยลงราคาทองก็ปรับลง
แปลว่าการออกคิวอีในรอบหลังๆ แม่้จะตั้งเป้าว่า Unlimite แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ประสิทธิภาพของคิวอีกลับลดลง ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้แต่แรก และนี่คือข้อจำกัดอีกอย่างของเฟดที่อาจทำให้ต้องล้มเลิกคิวอีกก่อนเวลาที่คาดไว้ ซึ่งส่วนตัวผมเดาเอาว่าเป็นเหตุผลมาจากสองประการ1. Fiscal ที่สุดท้ายก็ปรับขึ้นภาษีอยู่ดี และยังค้างมติไว้ในบางเรื่องมาตัดสินใจในภายหลัง 2. เพดานหนี้สหรัฐที่ตอนนี้ติดเพดานแล้วที่ระดับกว่า 16 ล้านล้านเหรียญ ภาครัฐมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นเม็ดเงินหลักทางหนึ่งที่จะหยุดชะงักไป
โดยสรุปแล้ว เหตุผลที่ทำไมทองลง ทั้งๆที่มีคิวอีที่่รออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเดือนละ 85,000 ล้านเหรียญ ไปอีกราว 10 - 12 เดือนหรือเกือบ 1 ล้านล้าน นั้นเกิดขึ้นพร้อมกับข้อจำกัดหลายทางซึ่งรวมไปถึงทางการเมืองด้วย และผลตอบรับจากตลาดไม่เป็นอย่างที่เคย เมื่อเข้าใจมากขึ้นแล้วจะได้ช่วยลดอคติลงได้บ้างครับ เช่นคิวอีทองขึ้น ตรุษจีนทองขึ้นอะไรประมาณนั้น
แต่ไม่ได้หมายถึงผมมองลงหนักๆ นะครับสำหรับช่วงต่อไปนี้ ผมให้เรื่องพวกนี้เป็นรอง ทิศทางราคาเป็นหลัก อาจนำปัจจัยพื้นฐานมากำหนดกรอบใหญ่ แต่ในช่วงการปรับตัวคงยังมองที่เทคนิคเป็นหลัก ซึ่งในช่วงนี้ผมเองตามสังเกตแรงซื้อตามจุดแนวรับต่างๆ ที่อาจเป็นจุดกลับตัวขึ้น หรือรีบาวด์ขึ้นซักชุดอยู่ครับ
สังเกตตามแนวนี้ครับ 1625 1630 1638 และเมื่อเด้งตัวได้ดี ค่อยมาหาจุดขายอีกทีครับ จะแค่ 1665 หรือ1695 ก็มาดูกัน สัปดาห์นี้มีของแถมครับ แต่ต้องยกยอดไปพรุ่งนี้เกี่ยวการคาดการณ์ Demand และ Supply ของทองคำในปีนี้ จากเว็บ CME Group ครับผม
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Wealthstation Guide 8.2.56
ช่วงที่ผ่านมาราว 1 สัปดาห์ ทิศทางราคาทองเป็นรูปแบบนึงที่ใครจะชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ คือมันวิ่งในกรอบราว 15 - 20 เหรียญเพื่อรอระเบิดไปซักทาง
มีมากกว่านั้นคือช่วงนี้มีทรงกราฟแบบนึงที่เรียกว่า V-shape เกิด 4 ครั้งในช่วงเวลาไม่นาน
ราคาทองโดนเทลงจาก 1678 ในหัวค่ำบ้านเรามาแตะระดับ 1662 ด้วยเหตุผลว่ามุมมองเศรษฐกิจของ ECB ไม่ดีและไม่มีการอัดฉีดเงินแค่ตรึงดอกเบี้ยเท่านั้น
การลงมาแตะ 1662 ทำให้กราฟเสียทรงคือ เกิด lower low ขึ้น
โดยเช้านี้ทองก็กลับมาอยู่บริเวณ 1670 หลังดีดแรงกลับไป 1682 ในคืนที่ผ่านมา ถ้าเช้านี้ บ่ายนี้ทองลงต่ำกว่า 1667 อีก ก็จะดูไม่ดีและอาจเป็นการเบรกลงก็ได้ครับ
มีมากกว่านั้นคือช่วงนี้มีทรงกราฟแบบนึงที่เรียกว่า V-shape เกิด 4 ครั้งในช่วงเวลาไม่นาน
ราคาทองโดนเทลงจาก 1678 ในหัวค่ำบ้านเรามาแตะระดับ 1662 ด้วยเหตุผลว่ามุมมองเศรษฐกิจของ ECB ไม่ดีและไม่มีการอัดฉีดเงินแค่ตรึงดอกเบี้ยเท่านั้น
การลงมาแตะ 1662 ทำให้กราฟเสียทรงคือ เกิด lower low ขึ้น
โดยเช้านี้ทองก็กลับมาอยู่บริเวณ 1670 หลังดีดแรงกลับไป 1682 ในคืนที่ผ่านมา ถ้าเช้านี้ บ่ายนี้ทองลงต่ำกว่า 1667 อีก ก็จะดูไม่ดีและอาจเป็นการเบรกลงก็ได้ครับ
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Wealthstation Guide 6.2.56
ทิศทางราคาทองหดตัวลงหลังเบรกแนวย่อยทำให้ยังคงต้องรอการระเบิดเปิดทางต่อไป
แนวต้าน 1677 1683
แนวหนุน 1660 1665 1670
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Wealthstation Guide 4.2.56
ทิศทางราคาทองคำลดระดับมาอยู่ใกล้แนวหนุนหลังจากดีดรับข่าวอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม โดยรวมตัวเลขดีขึ้นหลายตัว ส่งผลให้ทองย่อตัวลงมา
นอกจากนั้นแรงขายบริเวณ 1685 - 1700 ยังคงทำงานได้ดี ทรงกราฟจะเป็นตัวช่วยในการคาดเดาทิศทางในกรอบนี้ได้ครับ
แนวต้าน 1672 1682 1687
แนวหนุน 1665 1662 1658
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556
Wealthstation Guide 30.1.56
ทิศทางราคาทองฟื้นตัวมาอยู่เหนือระดับ 1660 ได้ในวันที่ผ่านมาคืนนี้สำหรับผมถือว่าสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ ช่วงเวลาราวตี 2 ของคืนนี้เฟดจะออกมให้ความเห็นต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อทองมากกว่าสินทรัพย์อย่างอื่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นที่สร้างความกังวลคือระยะเวลาที่จะยังคงทำคิวอี จะบอกชัดเจนหรือฝากไว้กับตัวเลขการจ้างงานเหมือนเดิม ประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย จะยังคงตามนโยบายเดิมที่จะคงไว้จนถึงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อยหรือเปล่า
ความไม่แน่นอนของเงื่อนเวลาในการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายพวกนี้น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องตามไปจนถึงสิ้นปีกันเลยครับ เพราะเราอยู่บนช่วงเวลาที่ "งวด" เข้าทุกทีแล้ว ถ้านับตั้งแต่ 2008 - 2009 นี่ก็จวนจะ 5 ปีแล้วครับที่อัตรา Fed Fund Rate อยู่ระดับต่ำสุดนี้ แน่นอนครับว่าไม่ต่ำสุดตลอดไปต้องถึงเวลาปรับขึ้นซักวัน
แนวต้าน1665 1672 1675
แนวหนุน 1658 1655 1652 1645
หลุด 1655 ไปเจอแนวใหม่ลึกกว่าเดิมที่ 1645
ยืน 1665 ได้ขึ้นทดสอบ 1675และถ้าไม่หลุด 1665 หลังเฟดประกาศมีีลุ้นไปถึง 1685 1690
วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556
Mainframe 29.1.56
สัปดาห์นี้มาเจอกันเร็วกว่าทุกครั้งเนื่องจากผมติดค้าง การตอบคำถามลูกค้าท่านนึงที่ถามเข้ามาและกลางสัปดาห์นี้มีประเด็นหลักรวมไปถึงปลายสัปดาห์ที่จะมีตัวเลขที่จะชี้ทิศทางของทั้งเดือนเข้ามาครับ
เริ่มที่เรื่องแรก ค่าเงินบาท
เรื่องค่าเงินบาทดูจะฮอตฮิตขึ้นมาเป็นคำถามในงานสัมมนาที่ผมเข้าร่วมทุกครั้งเลย ผมว่าช่วงนี้ผมต้องหาแนวต้านมาให้ใช้ และยังไม่ลืมนะครับที่มันจะแข็งขึ้นในอนาคต ซึ่งภาพรวมทั้งปีมีโอกาสทีเราจะเห็นค่าเงินบาแข็งไป 28 -28.25 ครับ
จากในรูปเป็นแนวต้านตามแนวการฟอร์มตัวของมันในช่วงที่ผ่านมาครับ แนวหลักจะเป็น 30 บาทและ 30.2 ส่วนตัวผมมองว่าไม่น่าอ่อนลงไปกว่า 30.3 ครับ
เรื่องที่สองมาพูดถึงทรงราคาทองกันนิดนึงครับ
ทรงราคาทองช่วงนี้พาลให้ผมนึกถึงทรงตอนที่ราคาทองอยู่ 1700 - 1705 ครั้งแรกหลังจากไปสูงสุดที่ 1797 การลงมาแตะแนวรับสำคัญอย่าง 1700 แล้วทองไม่เด้งตัวอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนกับตอนนี้ที่ลงมาแตะแนวรับหลักอย่าง 1650 แล้วไม่เด้งตัวอย่างที่ควรทั้งที่มีสัญญาณบวกระยะสั้นเข้ามาครบ
คราวนั้นทองฝืนตัวขึ้นทดสอบ 1715 1720 แล้วก็ทิ้งตัวหลุด 1700 ในเวลาต่อมา คราวนี้ก็เช่นกันอาจเด้งตัวไปได้บ้างแล้วลงมาทำจุดต่ำใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมหรือบริเวณ 1625 1635 หรือต่ำกว่านั้น
เรื่องที่สาม วันพุธนี้จะมีตัวเลขการจ้างงานและวาระการประชุมของเฟดที่เราจะต้องมาตามดูตามฟังว่าเค้าจะให้แนวทางดอกเบี้ยไว้อย่างไร เดิมทีเค้าว่าไว้คือตรึงดอกเบี้ยต่ำสุดนี้ไว้จนถึงปี 2014 แต่มีการมีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างเร็วเป็นปลายปีนี้ จะทำให้ทองปรับตัวลงจากจุดนี้ได้ เพราะเดิมทีปัจจัยเดียวที่เรายังหวังถึงการปรับตัวขึ้นของทองคืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ กำลังจะถูกบั่นทอนลงอีกครั้ง
สำหรับตัวเลขการจ้างงานที่จะประกาศในวันพุธนี้กับศุกร์นี้ มาเร็วพอควรเนื่องจากศุกร์แรกของเดือนเป็นวันที่ 1 ทำให้ยังไม่ทันหมดเดือนมกราคมก็ต้องมาสรุปตัวเลขประจำเดือนกันเลย จำได้ไหมครับ ตัวเลขการจ้างงานเป็นตัวบอกทิศทางในเดือนนั้นทั้งเดือน อาจมีบ้างในปีก่อนที่ไม่มีความสำคัญแต่กับเวลานี้สำคัญที่สุดแล้วครับ เพราะมาตรการทางการเงินของเฟดผูกไว้กับตัวเลขการจ้างงานชัดเจน ถ้าออกมาดี ทองมีสิทธิ์ที่จะลงไปเล่นกรอบล่างซึ่งเป็นแนวเดิมก่อนที่จะมีเรื่องคิวอีเข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกันถ้าออกมาไม่ดีต่อเนื่อง ก็มีสิทธิที่ทองจะฟื้นตัวได้บ้างครับ
เรื่องที่สี่ เที่ยวนี้ผมขอเสริมวิธีการดู RSI เนื่องจากมีลูกค้าถามเข้ามา และสามารถอธิบายได้ไม่กี่บรรทัดจบครับ
RSI ชื่อเต็ม Relative Strength Index
เป็นการหาค่าความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ด้วยข้อสังเกตที่ว่า "เมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาซักระยะมันจะมีการพักตัวเนื่องจากมีการซื้อติดต่อกันมาซักระยะนึงแล้ว" เป็นการแปลงค่าทางอารมณ์ออกมาเป็นค่าทางตัวเลขโดยเอาส่วนต่างทีเป็นบวก เป็นตัวตั้งและส่วนต่างที่เป็นลบเป็นตัวหาร เมื่อบวกมากกว่าลบค่า RSI ก็ขยับขึ้น
ค่าของ RSI ที่เราดูนั้นเป็นไปได้ในกรอบ 0 - 100 แต่ปกติเราจะเห็นมันเคลื่อนไหวในช่วง 30 - 70
เราจึงตั้งกฎว่าเมื่อ RSI อยู่ระดับ 30 นั้นคือต่ำ อยู่ 70 นั้นคือสูง เมื่อระดับค่าทางสถิติตัวนี้มาถึงระดับ 30 เค้าจึงบอกว่ามันเป็นระดับที่น่าซื้อ กลับกันเมื่ออยู่ 70 ก็น่าขาย โดยใช้ศัพท์เทคนิคว่า over bought และ over sold เมื่ออยู่ 30 เรียก over sold หรือขายมากเกินไป อยู่ 70 เรียกว่า over bought หรือซื้อมากเกินไป
นี่เป็นหลักเบื้องต้น แต่หลักการในระดับถัดมา การดู RSI นั้นสำคัญในทุกระดับตั้งแต่ 10, 20, 30 จนถึง 90
ทุกจุดสามารถเป็นจุดกลับตัวได้หมด เช่น RSI ตัดลงจาก 70 มาถึงระดับ 60 ก็ต้องหาเครื่องมือมาคอยจับว่าจะเด้งกลับมา 70 - 80 หรือเปล่า หรือถ้าเด้งตัวจาก 30 มาชน 50 ก็มีสิทธิ์ที่จะกลับไป 30 ใหม่ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ถึง 70 เป็นต้น
หลักในการใช้ระดับ 30 - 70 ที่ใช้กันตอนนี้คือ "ตัด" เมื่อดัชนีมาแตะระดับ 30 เมื่อนั้นยังไม่เกิดการกระทำอะไรขึ้นคือเรายังไม่ซื้อทันที คือเราอาจจะซื้อเลยก็ได้ หรือรอดูว่าตลาดเวลานั้นให้ความสำคัญกับระดับที่ว่านี้หรืเปล่า บางทีตลาดก็ไม่สนลากลงไปต่ำกว่า 30 ได้ เมื่อลงไปเราจะจับตาดูระดับ 20 - 25 ว่าเอาอยู่ไหมและจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อมันตัด 30 ขึ้นมา เราถึงจะซื้อ หรือตอนจะเอสลงมาเราก็รอตัด 70 ลงก่อนถึงเอส
หลักต่อมาคือการบอกว่า ระยะที่ RSI จะไปได้มักมีระยะเท่าเดิม กล่าวคือ ปกติ RSI จะวิ่งจาก 30 ไป 70 หรือ 40 จุด ถ้าในคราวนั้น RSI วิ่งจาก 20 ขึ้นไป ก็น่าจะไปถึงแค่ 60 เท่านั้นหรือถ้า RSI ขึ้นจาก 40 ก็มีสิทธิที่ RSI จะทะลุ 70 ไปถึงระดับ 80 85 ได้
หลักสุดท้ายคือเรื่องของการฟอร์มตัว ในหลายๆ ครั้งที่ RSI ไม่มีทิศทาง แต่ทรงตัวในกรอบ เช่น ทรงตัวในกรอบ 50 - 70 ซึ่งเป็นกรอบ Bullish เมื่อทะลุหลุดกรอบ 50 ลงมาก็เปลียนทิศทางเป็นต้น
หลักการเบื้องต้นสำหรับการใช้ RSI นั้นต้องเข้าใจว่าสินทรัพย์แต่ละชนิดแต่ละเวลาให้น้ำหนักกับแนวต้านด้วย RSI แตกต่างกัน ไม่ตายตัว ต้องดูประวัติ และปรับใช้ให้เหมาะสมครับ เพราะ RSI เป็นเพียงค่าทางสถิติชนิดนึงที่นำมาจับเท่านั้น
เรื่องสุดท้ายทิศทางราคาทองในภาพหลักตอนนี้
ภาพแรกมาดูแนวราคาตอนนี้ดูเหมือนจะยืนบนเส้นเทรนด์ที่เบรกขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้ส่วนแนวที่แนวต้านแข็งๆ คือ บริเวณ 1680 1690 1700 ส่วนแนวหนุนที่หนุนไว้และหวังว่าคราวนี้จะหนุนอยู่เช่นกันคือแนวบริเวณ 1635 - 1650 ที่ต่อให้ลงไปแตะแต่สุดท้ายปิดวันหรือปิดสัปดาห์ต้องกลับมาปิดเหนือให้ได้ ไม่งั้นมีสิทธิ์ที่จะไป 1580 - 1600 ได้ครับ
ภาพต่อมาเป็น MACD สองพี่น้อง จะเห็นว่า MACD ตัวพี่จะเพิ่งตัดลง 0 มาเท่านั้นยังต้องอาศัยเวลาเพื่อม้วนกลับไป ในเบื้องต้นต้องภาวนาให้แท่งต่อมาของ MACD ไม่ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้าเสียก่อน
ซึ่งต้ว MACD ต้วน้อง( สีเหลือง) ก็เพิ่งตัดตามกันมาเช่นกัน
ภาพต่อมาเป็น RSI และ Stochastic ก็ให้สัญญาณไปในทางเดียวกัน อย่างเร็วทีสุดที่ทองจะกลับมาเป็นเป็นขาขึ้นย่อยๆ ได้คงต้องเห็น Stochastic ตัดขึ้นให้ได้เสียก่อนครับ
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาราว 2 - 3 วันเป็นอย่างน้อยที่จะกลับขึ้น สำหรับสัญญาณตัวแรกสุดอย่าง Sto และมากกว่านั้นสำหรับ อินดิเคเตอร์ตัวอื่นๆ ช่วงนี้มีดีดได้บ้างจากสัญญาณกราฟระยะสั้นเป้าไม่เกิน 1680 ถ้าอยู่ๆ ลมกรรโชกพากลับไปเกิน 1685 ได้ก็อาจเป็นการกลับขึ้นเลยก็ได้ ซึ่งต้องมีข่าวดีมาสนับสนุนครับ ถ้าไม่มีอะไรยังระวังหลุด 1650 อยู่ ถ้าหลุดจะมีแนวหนุนย่อย ๆ ที่ 1625 1635 1645ครับ สามแนวนี้จุดไหนเด้งได้ดี ค่อยเล่นสั้นหรือใช้จุดกลับตัวได้ครับ
เริ่มที่เรื่องแรก ค่าเงินบาท
เรื่องค่าเงินบาทดูจะฮอตฮิตขึ้นมาเป็นคำถามในงานสัมมนาที่ผมเข้าร่วมทุกครั้งเลย ผมว่าช่วงนี้ผมต้องหาแนวต้านมาให้ใช้ และยังไม่ลืมนะครับที่มันจะแข็งขึ้นในอนาคต ซึ่งภาพรวมทั้งปีมีโอกาสทีเราจะเห็นค่าเงินบาแข็งไป 28 -28.25 ครับ
จากในรูปเป็นแนวต้านตามแนวการฟอร์มตัวของมันในช่วงที่ผ่านมาครับ แนวหลักจะเป็น 30 บาทและ 30.2 ส่วนตัวผมมองว่าไม่น่าอ่อนลงไปกว่า 30.3 ครับ
เรื่องที่สองมาพูดถึงทรงราคาทองกันนิดนึงครับ
![]() |
| ทรงกราฟราคาทองตอนนี้ |
![]() |
| กราฟราคาทองตอนลงมา 1700 ครั้งแรกหลักขึ้นสูงสุดที่ 1797 |
ทรงราคาทองช่วงนี้พาลให้ผมนึกถึงทรงตอนที่ราคาทองอยู่ 1700 - 1705 ครั้งแรกหลังจากไปสูงสุดที่ 1797 การลงมาแตะแนวรับสำคัญอย่าง 1700 แล้วทองไม่เด้งตัวอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนกับตอนนี้ที่ลงมาแตะแนวรับหลักอย่าง 1650 แล้วไม่เด้งตัวอย่างที่ควรทั้งที่มีสัญญาณบวกระยะสั้นเข้ามาครบ
คราวนั้นทองฝืนตัวขึ้นทดสอบ 1715 1720 แล้วก็ทิ้งตัวหลุด 1700 ในเวลาต่อมา คราวนี้ก็เช่นกันอาจเด้งตัวไปได้บ้างแล้วลงมาทำจุดต่ำใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมหรือบริเวณ 1625 1635 หรือต่ำกว่านั้น
เรื่องที่สาม วันพุธนี้จะมีตัวเลขการจ้างงานและวาระการประชุมของเฟดที่เราจะต้องมาตามดูตามฟังว่าเค้าจะให้แนวทางดอกเบี้ยไว้อย่างไร เดิมทีเค้าว่าไว้คือตรึงดอกเบี้ยต่ำสุดนี้ไว้จนถึงปี 2014 แต่มีการมีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างเร็วเป็นปลายปีนี้ จะทำให้ทองปรับตัวลงจากจุดนี้ได้ เพราะเดิมทีปัจจัยเดียวที่เรายังหวังถึงการปรับตัวขึ้นของทองคืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ กำลังจะถูกบั่นทอนลงอีกครั้ง
สำหรับตัวเลขการจ้างงานที่จะประกาศในวันพุธนี้กับศุกร์นี้ มาเร็วพอควรเนื่องจากศุกร์แรกของเดือนเป็นวันที่ 1 ทำให้ยังไม่ทันหมดเดือนมกราคมก็ต้องมาสรุปตัวเลขประจำเดือนกันเลย จำได้ไหมครับ ตัวเลขการจ้างงานเป็นตัวบอกทิศทางในเดือนนั้นทั้งเดือน อาจมีบ้างในปีก่อนที่ไม่มีความสำคัญแต่กับเวลานี้สำคัญที่สุดแล้วครับ เพราะมาตรการทางการเงินของเฟดผูกไว้กับตัวเลขการจ้างงานชัดเจน ถ้าออกมาดี ทองมีสิทธิ์ที่จะลงไปเล่นกรอบล่างซึ่งเป็นแนวเดิมก่อนที่จะมีเรื่องคิวอีเข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกันถ้าออกมาไม่ดีต่อเนื่อง ก็มีสิทธิที่ทองจะฟื้นตัวได้บ้างครับ
เรื่องที่สี่ เที่ยวนี้ผมขอเสริมวิธีการดู RSI เนื่องจากมีลูกค้าถามเข้ามา และสามารถอธิบายได้ไม่กี่บรรทัดจบครับ
RSI ชื่อเต็ม Relative Strength Index
เป็นการหาค่าความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ด้วยข้อสังเกตที่ว่า "เมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาซักระยะมันจะมีการพักตัวเนื่องจากมีการซื้อติดต่อกันมาซักระยะนึงแล้ว" เป็นการแปลงค่าทางอารมณ์ออกมาเป็นค่าทางตัวเลขโดยเอาส่วนต่างทีเป็นบวก เป็นตัวตั้งและส่วนต่างที่เป็นลบเป็นตัวหาร เมื่อบวกมากกว่าลบค่า RSI ก็ขยับขึ้น
ค่าของ RSI ที่เราดูนั้นเป็นไปได้ในกรอบ 0 - 100 แต่ปกติเราจะเห็นมันเคลื่อนไหวในช่วง 30 - 70
เราจึงตั้งกฎว่าเมื่อ RSI อยู่ระดับ 30 นั้นคือต่ำ อยู่ 70 นั้นคือสูง เมื่อระดับค่าทางสถิติตัวนี้มาถึงระดับ 30 เค้าจึงบอกว่ามันเป็นระดับที่น่าซื้อ กลับกันเมื่ออยู่ 70 ก็น่าขาย โดยใช้ศัพท์เทคนิคว่า over bought และ over sold เมื่ออยู่ 30 เรียก over sold หรือขายมากเกินไป อยู่ 70 เรียกว่า over bought หรือซื้อมากเกินไป
นี่เป็นหลักเบื้องต้น แต่หลักการในระดับถัดมา การดู RSI นั้นสำคัญในทุกระดับตั้งแต่ 10, 20, 30 จนถึง 90
ทุกจุดสามารถเป็นจุดกลับตัวได้หมด เช่น RSI ตัดลงจาก 70 มาถึงระดับ 60 ก็ต้องหาเครื่องมือมาคอยจับว่าจะเด้งกลับมา 70 - 80 หรือเปล่า หรือถ้าเด้งตัวจาก 30 มาชน 50 ก็มีสิทธิ์ที่จะกลับไป 30 ใหม่ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ถึง 70 เป็นต้น
หลักในการใช้ระดับ 30 - 70 ที่ใช้กันตอนนี้คือ "ตัด" เมื่อดัชนีมาแตะระดับ 30 เมื่อนั้นยังไม่เกิดการกระทำอะไรขึ้นคือเรายังไม่ซื้อทันที คือเราอาจจะซื้อเลยก็ได้ หรือรอดูว่าตลาดเวลานั้นให้ความสำคัญกับระดับที่ว่านี้หรืเปล่า บางทีตลาดก็ไม่สนลากลงไปต่ำกว่า 30 ได้ เมื่อลงไปเราจะจับตาดูระดับ 20 - 25 ว่าเอาอยู่ไหมและจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อมันตัด 30 ขึ้นมา เราถึงจะซื้อ หรือตอนจะเอสลงมาเราก็รอตัด 70 ลงก่อนถึงเอส
หลักต่อมาคือการบอกว่า ระยะที่ RSI จะไปได้มักมีระยะเท่าเดิม กล่าวคือ ปกติ RSI จะวิ่งจาก 30 ไป 70 หรือ 40 จุด ถ้าในคราวนั้น RSI วิ่งจาก 20 ขึ้นไป ก็น่าจะไปถึงแค่ 60 เท่านั้นหรือถ้า RSI ขึ้นจาก 40 ก็มีสิทธิที่ RSI จะทะลุ 70 ไปถึงระดับ 80 85 ได้
หลักสุดท้ายคือเรื่องของการฟอร์มตัว ในหลายๆ ครั้งที่ RSI ไม่มีทิศทาง แต่ทรงตัวในกรอบ เช่น ทรงตัวในกรอบ 50 - 70 ซึ่งเป็นกรอบ Bullish เมื่อทะลุหลุดกรอบ 50 ลงมาก็เปลียนทิศทางเป็นต้น
หลักการเบื้องต้นสำหรับการใช้ RSI นั้นต้องเข้าใจว่าสินทรัพย์แต่ละชนิดแต่ละเวลาให้น้ำหนักกับแนวต้านด้วย RSI แตกต่างกัน ไม่ตายตัว ต้องดูประวัติ และปรับใช้ให้เหมาะสมครับ เพราะ RSI เป็นเพียงค่าทางสถิติชนิดนึงที่นำมาจับเท่านั้น
เรื่องสุดท้ายทิศทางราคาทองในภาพหลักตอนนี้
ภาพแรกมาดูแนวราคาตอนนี้ดูเหมือนจะยืนบนเส้นเทรนด์ที่เบรกขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้ส่วนแนวที่แนวต้านแข็งๆ คือ บริเวณ 1680 1690 1700 ส่วนแนวหนุนที่หนุนไว้และหวังว่าคราวนี้จะหนุนอยู่เช่นกันคือแนวบริเวณ 1635 - 1650 ที่ต่อให้ลงไปแตะแต่สุดท้ายปิดวันหรือปิดสัปดาห์ต้องกลับมาปิดเหนือให้ได้ ไม่งั้นมีสิทธิ์ที่จะไป 1580 - 1600 ได้ครับ
ภาพต่อมาเป็น MACD สองพี่น้อง จะเห็นว่า MACD ตัวพี่จะเพิ่งตัดลง 0 มาเท่านั้นยังต้องอาศัยเวลาเพื่อม้วนกลับไป ในเบื้องต้นต้องภาวนาให้แท่งต่อมาของ MACD ไม่ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้าเสียก่อน
ซึ่งต้ว MACD ต้วน้อง( สีเหลือง) ก็เพิ่งตัดตามกันมาเช่นกัน
ภาพต่อมาเป็น RSI และ Stochastic ก็ให้สัญญาณไปในทางเดียวกัน อย่างเร็วทีสุดที่ทองจะกลับมาเป็นเป็นขาขึ้นย่อยๆ ได้คงต้องเห็น Stochastic ตัดขึ้นให้ได้เสียก่อนครับ
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาราว 2 - 3 วันเป็นอย่างน้อยที่จะกลับขึ้น สำหรับสัญญาณตัวแรกสุดอย่าง Sto และมากกว่านั้นสำหรับ อินดิเคเตอร์ตัวอื่นๆ ช่วงนี้มีดีดได้บ้างจากสัญญาณกราฟระยะสั้นเป้าไม่เกิน 1680 ถ้าอยู่ๆ ลมกรรโชกพากลับไปเกิน 1685 ได้ก็อาจเป็นการกลับขึ้นเลยก็ได้ ซึ่งต้องมีข่าวดีมาสนับสนุนครับ ถ้าไม่มีอะไรยังระวังหลุด 1650 อยู่ ถ้าหลุดจะมีแนวหนุนย่อย ๆ ที่ 1625 1635 1645ครับ สามแนวนี้จุดไหนเด้งได้ดี ค่อยเล่นสั้นหรือใช้จุดกลับตัวได้ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556
Mainframe 18.1.56
มาว่ากันที่ค่าเงินก่อนเลยครับดูจะเป็นประเด็นมากมาย ในเบื้องต้นทราบไหมครับว่าค่าเงินบาทเปลี่ยนไป 10 สต.หรือ 0.1 บาทแล้วทองจะเปลี่ยนไปกี่บาท ลองเปรียบเทียบง่ายๆ เอา 1690 x 0.4753 x 31= 24900 กับ 1690 x 0.4753 x 30.9= 24820 ต่างกันประมาณ 80 บาท ตั้งแต่เปิดตลาดปีใหม่นี้มาบาทเราแข็งจาก 30.6 - 30.7 มาอยู่ต่ำสุดที่ราว 29.7 ตีง่ายๆว่า 1 บาท หรือแปลงมาเป็นราคาทองจะตกราว 800 บาททีเดียวครับ การที่ราคาทองดีดตัวขึ้นมาบ้างในหลัก 60 - 70 เหรียญ ทำให้ราคาทองแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะ 60 เหรียญแปลงเป็นราคาทองไทยก็ตกราว 15 x 60 = 900 บาท ต้องบอกว่าปกติแล้วค่าเงินบาทก็สวนทางทำให้ทองขึ้นน้อยกว่าราคาทองโลกอยู่แล้วเนื่องจากทองนั้นมีทิศทางสวนทางกับดอลล่าร์ แปลว่าทองขึ้นดอลล่าร์อ่อน บาทแข็ง เมื่อบาทแข็งก็จะทำให้ทองขึ้นน้อยหน่อย ซึ่งปกติแล้วเราไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องค่าเงินบาทเพราะไม่ได้มีผลกระทบมากมายอย่างมากก็ 20 % ของกำไรที่ควรจะได้ แต่ช่วงนี้บาทเราเหวี่ยงเกินทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ถือว่า "ไม่ปกติ" ทั้งกับราคาทองและเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ดังรูปแรกที่มาให้ดู นอกจากหยวนของจีนและฮ่องกงที่ทรงตัว (เพราะก็ทำคิวอีด้วย)เงินเยน ญี่ปุ่น ที่ก็เทเงิน ทำให้อ่อนค่า นอกนั้นก็จะแข็งค่าขึ้นกันหมด เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่าเงินบาท เฉพาะในกรอบค่าเงินเอเชียแปซิฟิกแล้ว ต้องถือว่าค่าเงินเราแข็งค่าเกินหน้า ถือว่าไม่ดีครับอาจกำลัง"โดนเล่น" อยู่ เมื่ออ่านข่าวจากทาง Bloomberg.com ก็ทราบว่าไม่ใช่ที่เราที่เดียว แต่เป็นกับตลาดที่ภาษาทางการเรียกว่า Emerging Market หรือตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินของทั้งอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ที่เค้าว่าเงินมันท่วมโลกและจะไหลเข้าสู่ประเทศเหล่านี้ น่าจะต้องมีมาตรการออกมารับมือกันบ้าง เพราะเราล้ำเกินกว่าพวกเดียวกันไปแล้ว
อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าโดยแนวโน้มแล้ว ค่าเงินบาทเราจะแข็ง และดอลล่าร์จะอ่อน เมื่อปีที่แล้วดอลล่าร์มีทิศทางแข็งค่าเพราะเป็นปกติที่เมื่อเกิดการเลือกตั้งสหรัฐแล้วดอลล่าร์จะแข็ง แต่เมื่อผ่านพ้นดอลล่าร์ก็จะกลับมามีทิศทางอ่อนค่าอีกครั้ง ต้องบอกว่าเป็นความตั้งใจของทางเค้าที่ให้เงินดอลล่าร์อ่อน อย่างน้อยก็ไม่แข็งกว่าคู่ค้าสำคัญอย่างยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเงินบาทเราจะแข็งด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ในภูมิภาคของเราจะเติบโตโดดเด่น เมื่อเป็นเช่นนี้บางทีการคิดถึงการ Hedge ความเสี่ยงเรื่องเงินบาทด้วย USD Futures ไว้บ้างครับ อาจไม่ทุกครั้งเอาแค่ตอนที่คาดว่าจะผันผวนก็พอครับ
มาถึงทิศทางราคา เป็นรูปกราฟราคาทองรายสัปดาห์การที่ดูดีขึ้นมากๆ ตั้งแต่เริ่มทรงตัวหยุดลงได้ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วและฟื้นตัวในสัปดาห์นี้ เพียงแต่ภาพหลักยังเป็นแนวโน้มขาลงอยู่แต่มีสัญญาณบวกจาก Modified Stochastic แล้ว ถ้าสามารถปิดเหนือ ระดับ 1680 ได้ในสัปดาห์นี้ก็จะตัดขึ้นครับ และจะรออินดิเคเตอร์ตัวอื่นมาสนับสนุน อีกทีและจะแรงพอทำให้ทองทะลุผ่านเส้นแนวต้านบริเวณ 1710 - 1720 ได้ด้วยครับ แปลว่าในช่วงปลายเดือนนี้และต้นเดือนกุมภาพันธ์น่าจะเป็นช่วงที่ทองวิ่งขึ้นซักชุดสองชุดหล่ะครับ(บังเอิญตรงกับตรุษจีน)
จากภาพจากกราฟรายวันเราจะเห็นแนวต่างๆ บริเวณ 1690 - 1700 อยู่สองสามเส้น เรี่ยวแรงในการปรับตัวขึ้นจากสัญญาณกลับตัวเมื่อตอน 1640 - 1655 นั้นสามารถคาดหวังระดับการฟื้นตัวมาที่ 1690 ได้แต่มากกว่านั้นไม่แน่ และที่สำคัญถ้ายังไม่พ้น 1690 1705 ทองก็ยังไม่พ้นแนวรีบาวด์เพียงแต่ครั้งนี้ดูดีกว่าครั้งก่อนที่ขึ้นมาทดสอบ โดยในช่วงนี้การขึ้นทดสอบแนวต้านหลัก 1690 - 1700 แล้วย่อตัวไม่หลุดแนวหนุนก็จะมีลุ้นฟอร์มตัวเพื่อผ่านไป 1720 ได้ครับ คงต้องคอยเช็คว่าหลุดแนวหนุนหรือเปล่าครับหลังจากนี้ ซึ่งอาจต้องมาตั้งหลักกลยุทธ์ที่ Let Runกันครับ
ลักษณะอินดิเคเตอร์ระดับรายวัน ที่ Stochastic นั้น อยู่ในระดับใกล้กรอบบนแล้ว ถ้าขึ้นแตะและครอสลงมาก็ต้องระวังครับ เพราะสัญญาณตัวนี้กับกราฟรายวันแม่นยำใช้ได้และใช้เป็นสัญญาณเตือนได้ครับ
แต่กับ อีกสองอินดิเคเตอร์นั้นดูดี และเมื่อมาถึงวันนี้แล้วน่าจะตัดขึ้นแล้ว ถ้าแท่ง MACD ยังคงสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ก็ยังถือได้อยู่แต่ถ้าเริ่มหดลงก็เริ่มที่จะต้องระวังหลุดแนวหนุนครับ ส่วน RSI นั้นขอใช้เส้นสีชมพูนั้นเป็นแนวนึงที่ไว้สนับสนุนขาขึ้น หลุดเส้นเมื่อไหร่ก็ต้องระวังกลับลงครับ
โดยภาพรวมแล้วทองคำจะเข้าช่วงฟื้นระยะนึงหลังจากนี้ จากการสนับสนุนของกราฟหลัก และค่าเงินบาทในช่วงนี้ก็คงทรงตัวได้ระยะนึง แต่ระยะยาวจะแข็งค่าขึ้นครับ ซึ่งถ้ายังไม่ลืมจะมีเม็ดเงินคิวอีเข้ามาปลายเดือนนี้ด้วย ที่เป็นประเด็นในปีนี้คือการเลือกตั้งทางฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันตามติดข่าวส่วนนี้เสียหน่อยครับ ปัจจัยบวกปีนี้คือเรื่องของเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบด้วยจำนวนมหาศาล แต่จะเจอกับการประมาณการของทางฝรั่งเค้า ลดการคาดการณ์ทางบวกต่อทองลง ด้วยสาเหตุจากวิธีการคำนวนประมาณการของเค้า เวลาทองขึ้นมากก็ประมาณการเพิ่มขึ้นมาก เวลาทองลงมากก็ลดประมาณการเป็นธรรมดา และการระวังการถอนมาตรการเมื่อตัวเลขการจ้างงานมาสู่ระดับที่เป็นเป้าหมายครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











































