แต่เพื่อความเป็นกลาง เลยต้องใช้คำว่า "ถ้า" ถ้าขึ้น
วันก่อนผมกำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง ผมก็นึกอะไรได้ ในกลุ่มเพื่อนผมที่เฝ้าติดตามราคาทอง กำลังจ้องมองโอกาสในการทำอาบิทราจ(Arbitrage) ระหว่างราคาจีเอฟกับทองแท่ง
หัวเรื่องการทำอาบิทราจคือการทำกำไรในสถานการณ์ที่ไม่มีความเสี่ยง ไม่ความเสี่ยงแม้แต่น้อยนั่นว่ากันตามทฤษฎี แต่ดวยประสบการณ์และจากที่รู้เห็นและรับฟังมา ยังไม่เจอจุดที่ไม่มีความเสียง เจอเพียงแต่สถานการณ์ที่เราไม่ต้องคำนึงถึงความเสียงทิศทาง กล่าวคือในการเข้าทำกำไรปกติเราจะต้องลุ้นในทางใดทางหนึ่งไม่ว่าจะขึ้นหรือลง ซึ่งโอกาสผิดทางมีสูงราว 20 - 40 % เป็นอย่างน้อย แต่ในการทำกำไรแบบอาบิทราจนั้นเราจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเรา "ซื้อ" และ "ขาย" พร้อมๆ กันในสินทรัพย์ชนิดเดียวกันแต่คนละตราสารเช่น ทองแท่งกับจีเอฟเป็นต้น เมื่อทำการซื้อและขายพร้อมๆ กัน ในทอง เราจึงไม่ห่วงเรื่องทิศทางเมื่อกำไรด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งจะขาดทุน สองด้านจะชดเชยกันและกัน เมื่อถือจนถึงครบกำหนดเวลาก็ "ซื้อคืน" และ "ขาย" ออกไป จุดเริ่มทำการซื้อตัวถูกขายตัวแพง ถ้าราคาจีเอฟสูงกว่าราคาทองแท่งมากๆ เราก็ "ขาย" จีเอฟและซื้อทองแท่ง จากประสบการณ์ช่วงราคาที่เราเริ่มสนใจที่จะทำอาบิทราจนั้นอยู่ที่ส่วนต่างราว 300 - 350 เป้นต้นไป เพื่อให้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย การทำอาบิทราจ หัวใจอยู่ที่การบริหารต้นทุนต่างๆ ทั้งค่าธรรมเนียมและต้นทุนเงินทุน สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการหมุนเงิน ในเวลาที่ระหว่างทางเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคามากๆ เช่นขึ้นเยอะๆ เพราะเราต้องเอาเงินไปเติมในพอร์ตจีเอฟ เพราะเอาเอสไว้ เราจะขายแท่งออกก่อนเพื่อเอาเงินไปเติมก็ไม่ได้ เป็นปัญหาหนึ่งที่เราๆ ต้องเตรียมรับมือ
ภาวะตลาดทองที่อาจเป็นแบบในช่วงที่ปีที่ผ่านๆ มา ทำให้เราเฝ้ารอจังหวะในการเข้าทำกำไรแบบไม่มีความเสียงหรือความเสี่ยงที่ไม่มีความเสียงด้านทิศทางราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องอาศัยช่วงห่างของตราสารที่มากเพียงพอต่อต้นทุนต่างๆ และการบริหารเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลียนแปลงมากๆ ดังนั้นการเข้าทำกำไรแบบอาบิทราจจึงต้องใช้ความรู้ความใจในหลายด้าน แต่ถ้าสามารถทำได้ผลตอบแทนก็น่าพอใจ
ส่วนเรื่องต่อมาคือเรื่องที่เราอาจจะยังไม่กังวลมากนักแต่เริ่มมีเสียงออกมาบ้างแล้ว เกี่ยวกับภาวะตลาดในปลายปี เนื่องจากราคาทองปรับตัวขึ้นมาได้ในช่วงนี้โดยเพิ่งจะผ่านช่วงที่เลวร้ายคือการลงพักฐานราวร้อยกว่าเหรียญ ทำให้ยังคงมีความกังวลเหลืออยู่ ไปเชื่อจริงๆ เอาตอนปลายไม้นู่นแหละครับ ปกติ ไม่ต้องคิดมาก แต่ประเด็นคือเค้าว่าช่วงปลายปีทองมักจะลง หรือช่วงคริสมาสต์ ปิดงบ ทำตัวเลข ไรก็แล้วแต่จะว่าสาเหตุมีมากมาย ด้วยความไม่รู้ ความกังวล ความกลัวก็บังเกิด เราไปดูกันดีกว่าครับ ว่าที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2004 สถานการณ์เดือนสุดท้ายของปีเป็นอย่างไรกันบ้าง
.2004 เมื่่อเทียบกับต้นเดือน ทองลง
2005 ขึ้น . .

2006 ลง


2008 ขึ้น . .


2010 ขึ้น
2011 ลง
8 ปี เดือนธันวาคม + 4 - 4
โดยมีปี 2010 กับ 2006 ที่ค่อนข้างทรง แต่ก็เจ๊ากันไปเพราะเป็นบวกและลบ
เมื่อมองจากโดยรวมแบบนี้แล้วก็ดูไม่มีความแตกต่างหรือมีลักษณะชัดเจนที่จะบอกได้ว่าเดือนสุดท้ายทองลง
แต่ลงรายละเอียดไปอีกหน่อยตั้งแต่มีคิวอีตั้งแต่ 2009 เป็นต้นมา ถือว่าทรงตัวจนถึง เท จึงไม่แปลกใจที่เราๆ จะกังวลกัน โดยเฉพาะมันเพิ่งเทเอาเมื่อปีที่แล้วนี้เองอดจะฝังใจไม่ได้ เอาไว้เข้าช่วงนั้นแล้วคอยเช็คอาการกันอีกทีครับ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น